|
|
|
|
วันพุธหนึ่งมีรายการพิเศษ สิบโมงตรงเผงตามเวลานัด แว่วเสียงฮือฮามาแต่ไกล ถ้ามีหูทิพย์คงได้ยินเสียงนี้ มาตั้งแต่ลานจอดรถชั้นล่าง ผ่านขึ้นมาจนถึงชั้น 6 ของตึกไทย |
แต่ภาพที่ปรากฎขึ้นตรงหน้าคือ
บุรุษหนุ่ม 2 นายที่ยิ้มเริงร่า กำลังเดินเข้ามา
ผ่านกลุ่มสาว ๆ ฝ่ายโฆษณาของ " ดิฉัน " แล้วก็เแว่วเสียงเรียกว่า เบิร์ด
... เบิร์ด
ยิ่งใกล้เข้ามา ก็ยิ่งเห็นความหล่อของหนุ่มคนแรกชัดเจนขึ้น เขามาในชุดเสื้อขลิบหนัง กางเกงขลิบหนัง สะพายกระเป๋าหลุยส์วิตตองใบโต
ฝ่ายอีกหนุ่มหนึ่งที่เดินประกบกันมา แม้ความหล่อจะสู้หนุ่มแรกไม่ได้ แต่เขาก็มีเสน่ห์ตรงรอยยิ้ม และวาจาหวานเหมือนนกสาลิกา
ที่เหมือนกัน เห็นจะเป็นกลิ่นหอม เพราะหอมฟุ้งกันมาทั้งคู่ จนพี่บ.ก. ถามว่าใช้น้ำหอมอะไร
หนุ่มแรกที่ว่าหล่อนั้นคงจะทายกันได้ว่าคือใคร ก็เบิร์ดไงล่ะ
ส่วนหนุ่มคนหลัง เขาก็เป็นนกเหมือนกัน แต่เป็นนกที่ไม่ค่อยจะสมชื่อ เพราะเขาชื่อ นกน้อย หรือ พรพิชิต พัฒนถาบุตร
เบิร์ดเรียกเขาว่า พี่น้อย และมีคนมอบตำแหน่งให้เขาเป็น ผู้จัดการส่วนตัวของเบิร์ด แต่เขาปฏิเสธ แล้วบอกว่า
"ตำแหน่งนั้นฟังดูใหญ่โตเกินไปนะ ขอเป็นแค่คนทำงานให้กับเบิร์ดดีกว่า"
แต่เราให้เขาเป็นคนใกล้ชิดของเบิร์ด
เบิร์ดกับพี่น้อย เป็นคนคุ้นเคยของ "ดิฉัน" เพราะเบิร์ดเริ่มชีวิตการถ่ายแบบครั้งแรกก็ที่ "ดิฉัน" ในฉบับที่ 156 เมื่อ 7 ปีที่แล้วพอดิบพอดี
วันนั้นเขายังเป็นหนุ่มแบงก์ ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง แต่เขาวาดฝันไว้ว่า อนาคตอยากจะเป็นนักแสดง
ชั่วเวลาแค่ 7 ปี ความฝันของเขากลายเป็นความจริง และยิ่งกว่าความจริงเพราะเขาเป็นยิ่งกว่านักแสดง
เขาเป็นขวัญใจของมหาชน
วันนี้ขวัญใจมาพร้อมกับคนใกล้ชิด เพื่อจะมาเป็นนายแบบขึ้นปกให้กับ "ดิฉัน" อีกครั้งหนึ่ง นับเป็นครั้งที่ 3
รายงานข่าวมาว่า เบิร์ดได้นอนพักอย่างเต็มอิ่มมาแล้ว เพราะเสร็จสิ้นการทัวร์คอนเสิร์ต เช้านี้ถึงได้สดใสและฟิตเต็มที่...ที่จะมาทำหล่อ
แล้วเขาก็มาก่อนใครเพื่อนด้วย
ก่อนจะทำงานเบิร์ดเติมพลังด้วยการดื่มแบรนด์และเคี้ยวส้มเค็มเป็นของแกล้ม
คราวนี้ล่ะ ไม่รู้ว่าด้วยพลังแบรนด์ หรือด้วยพลังใจ เบิร์ดติดเครื่องไม่มีหยุด เดี๋ยวเปลี่ยนเสื้อ เดี๋ยวเปลี่ยนกางเกง วิ่งเข้าวิ่งออกอย่างสนุกสนาน
จนมีเสียงถามว่า "เบิร์ดเหนื่อยมั้ย"
เขาบอกว่า "ยังไม่หมดฤทธิ์ง่ายๆ"
เบิร์ดทำได้ทุกอย่างหลากอารมณ์ ตามสไตล์ของเสื้อผ้า เป็นหนุ่มนักธุรกิจก็ได้ หนุ่มน้อยหน้าใสก็ได้ หนุ่มขี้เล่นอารมณ์ดีก็ได้ หนุ่มซึ้งก็ได้...ได้ทั้งนั้น
ทุกรูปแบบ ท่ามกลางเสียงเชียร์ของกองเชียร์ ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
สตูดิโอของเราเล็กไปถนัดใจ เพราะมีแฟนเบิร์ดมาแวะเวียนดูอยู่ตลอดเวลา เป็นสาวแบงก์ข้ามฟากมาดูก็มี ตกเย็นยังมีนักเรียนยกพวกกันมาอีกเป็นโขยง
บางชุดเราจึงต้องปิดประตูถ่ายรูปกันเป็นการภายใน เพราะอยากให้แฟน "ดิฉัน" ได้เห็นรูปเบิร์ดพร้อมๆ กัน
ทีมงานของเราปักหลักเชียร์อยู่ในสตูดิโอนั่นเอง
เจี๊ยบ บ.ก. ฝ่ายแฟชั่นของเรา ก็ปักหลักนั่งขัดสมาธิกำกับการ เพราะหนักพุงแล้ว งานนี้เธอพูดแต่คำว่า เด็ด - - เด็ด เป็นอยู่คำเดียว
พี่ บ.ก. นั้น แวะเวียนมาดูเป็นระยะๆ และเอาหมานกหวีดมาให้เบิร์ดด้วย เพราะเบิร์ดเกิดปีจอ
วันนั้นเบิร์ดจึงส่งสัญญาณว่าพร้อมแล้วด้วยเสียงหมาหวีด
เวลาเบิร์ดทำงานเขาตั้งอกตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ไม่มีบ่น ไม่มีเหนื่อย ยิ้มและเต้นได้ตลอดเวลา
ขอให้มีเสียงเพลงเท่านั้นแหละ
แต่เขาขอไม่ฟังเพลงของตัวเอง เพราะจะให้ความรู้สึกเหมือนว่ากำลังแสดงอยู่บนเวทีคอนเสิร์ต
เขามีดนตรีอยู่ในชีวิตจริง ไม่ว่าเพลงอะไรบรรเลงขึ้นมา เขาเต้นทั้งนั้น
ช่างภาพเด๊ดกดชัตเตอร์มือเป็นระวิง แป๊บเดียวหมดม้วนอีกแล้ว แต่ไฟแฟลชดูเหมือนจะแพ้ไฟในตัวของเบิร์ด
เพราะไม่ค่อยจะยอมว้าบขึ้นสู้เบิร์ด ต้องคอยลุ้นกันเรื่อย
ฝ่ายกองเชียร์ เมื่อเหนื่อยหน่อยก็แอบมาหลบอยู่หลังกล้อง แล้วเติมพลังด้วยข้าวเหนียวจิ้มน้ำพริกหนุ่มใส่น้ำปู๋ แกล้มกับหน่อไม้ลวก ซี้ดซาดกันถ้วนหน้า
จนเบิร์ดทนไม่ไหว ต้องขอเบรคแล้วโดดเข้ามาร่วมวงด้วย แล้วก็ซี้ดซ้าดไปตามๆ กัน
ลำแต้ๆ
แล้วตามด้วยของหวาน คือ กระท้อนลอยแก้วฝีมือของพี่ บ.ก.
เสียงเชียร์ดังขึ้นอีกครึ้งหนึ่ง เมื่อเบิร์ดถอดเสื้อโชว์มัดกล้ามและแผงอก
สาวๆ แอบหน้าแดงกันหลายคน แม้กระทั่งสาวน้อยวัย 5 ขวบ ยังบอกว่า "ทำไมพี่เบิร์ดโป๊"
แต่หล่อนะจ๊ะ
ชุดที่สุดของที่สุด ก็ต้องเป็นชุดที่ไม่ได้ใส่กางเกง (ขายาว) เบิร์ดใส่เสื้อเชิ๊ตตัวเดียวปิดถึงโคนขา
เดินออกมาจากห้องแต่งตัวได้เพียงก้าวเดียว ก็ได้รับการต้อนรับด้วยเสียงกรี๊ด แล้วถามกันให้เซ็งแซ่ว่า
"ใส่อะไรหรือเปล่า"
เขาหันมาทำตาวิบวับกับกองเชียร์ แล้วค่อยๆ เลิกชายเสื้อขึ้นทีละนิด...ทีละนิด
ตรงนี้ขอเซ็นเซอร์นะ
เห็นอีกที เขาไปนอนตะแคงอ่านหนังสือในท่าสบาย...สบายแล้ว
กว่าจะมาถึงชุดสุดท้ายได้ เบิร์ดตะโกนออกมาว่า
"คุ้ม...จริงจริง"
งานนี้ใครคุ้มก็ไม่รู้ล่ะนะ รู้แต่ว่าทุกคนมีความสุขและสนุกสนานกันถ้วนหน้า
พี่น้อย - - คนใกล้ชิดของเบิร์ดก็ไม่ได้หนีหายไปไหน เขาอยู่ที่นี่ด้วย และยังมาเล่าเรื่องสนุกๆ ของเบิร์ดให้พวกเราฟัง
คราวนี้เราจะได้รู้จักกับเบิร์ดอย่างแท้จริง ตั้งแต่แรกเริ่มก่อนที่เขาจะดัง
เมื่อนั้นยังไม่ค่อยมีใครเห็นแววของเขา แต่มีคนหนึ่งที่มองเห็น คือ พี่น้อยคนนี้นี่เอง
"ผมบอกตามตรงเลยว่า ผมเห็นแววว่าเขาจะดัง และเป็นเรื่องส่วนตัวซึ่งผมไม่เคยบอกเขาด้วย และไม่เคยบอกใครเลย นอกจากเพื่อนที่ทำงานคนหนึ่ง
...ผมบอกเขาว่า เด็กคนนี้เก่งนะ ร้องเพลงก็เพราะ"
เพียงความรู้สึกลึกๆ ตรงนี้ ทำให้เขาตัดสินใจผันผวนชีวิตของตนเองไปจากงานที่เคยทำมาเป็นเวลาร่วม 8 ปี ที่บริษัท คาเธ่ย์ แปซิฟิค แอร์เวย์ส
เขาลาออกจากงานนั้น แล้วมาทำงานอิสระกับเบิร์ด
การตัดสินใจของเขาไม่มีใครรับประกัน นอกจากตัวของเขาเอง เมื่อมาถึงวันนี้ ใครบ้างจะบอกว่า เขาตัดสินใจผิด...เห็นจะไม่มี
พรพิชิต พัฒนถาบุตร ชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันกว้างขวาง แต่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักตัวจริงกันเท่าไรนัก
เขาเป็นหนุ่มชาวเหนือ เป็นลูกชายคนสุดท้องของพลโทกอบบุญ และบัวทอง พัฒนถาบุตร
"ผมมีพี่สาวคนโต แล้วมีพี่ชาย 2 คน และผมเป็นลูกแฝดนะ แต่แฝดคนพี่เสียชีวิตตั้งแต่อายุได้ 7 เดือน เขาเป็นโรคไข้เลือดออก แต่สมัยนั้นยังไม่เป็นที่รู้จักกัน
คู่แฝดผมชื่อ พรพิชิต และผมชื่อ ชิตพิชาญ หรือ นกอ้วน กับ นกน้อย
เมื่อพรพิชิตเสียชีวิตไป เขาก็ย้ายผมมาใช้ชื่อนี้แทน
ทุกวันที่ 18 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่คู่แฝดผมเสีย ผมจะทำบุญ ทำสังฆทานตลอดทุกปี"
คุณนกน้อยเรียนจบจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วเข้าทำงานกับบริษัท คาเธ่ย์ แปซิฟิค แอร์เวย์ส ตั้งแต่อายุ 22 ปี
ที่นี่เขาได้รู้จักกับเบิร์ดเป็นครั้งแรก
"ตอนนั้นเบิร์ดเรียนจบจากโรงเรียนพาณิชย์การธนบุรีแล้ว ผมก็รู้จักเขาโดยทั่วๆ ไป
...แล้ววันหนึ่งเขามาถ่ายปก "ดิฉัน" พอผมเห็น ผมก็จำได้ว่า เคยพบเด็กคนนี้แล้ว
...หลังจากนั้นก็ได้พบกัน ได้คุยกัน และได้ทำงานด้วยกันอย่างไม่รู้ตัว
...แต่จะบอกว่าเริ่มต้น เมื่อไร ตรงไหนนี้ ผมบอกไม่ได้ เพราะมันเป็นไปโดยอัตโนมัติ จนมารู้สึกตัวอีกทีหนึ่งก็เข้าไปทำเยอะแล้ว
...สงสัยคงมีพระเจ้าบอกมั้งว่างานที่เขาจะทำเป็นยังไง ผมรู้ว่าเขาจะเล่นละคร เขาจะประกวดร้องเพลง ก็เข้าไปประสานงานให้ ด้วยความที่เห็นว่า
เขาเป็นเด็กวัยรุ่น ทำงานแบงก์ และกำลังสนุกสนานกับวงการบันเทิง แต่ยังไม่มีขั้นตอนในการทำงาน
...เวลาหลัง 5 โมงเย็น และวันเสาร์-อาทิตย์ จึงเป็นช่วงเวลาทองที่เบิร์ดจะต้องจัดแจงให้ถูก
...ผมก็เข้าไปช่วยจัดสรรระบบต่างๆ ให้ โดยใช้ประสบการณ์ในการทำงานที่มีอยู่
...แล้วเขาก็ได้เป็นนักร้องดีเด่นของสยามกลการ และพี่เต๋อ (เรวัติ พุทธินันท์) มาชวนให้เบิร์ดออกอัลบั้มเพลง ชุดที่ 1"
ด้วยรักและผูกพัน เป็นชื่อเพลงเอกของอัลบั้มชุดที่ชื่อ หาดทราย สายลม สองเรา
"ผมบอกตามตรงเลยว่า ผมเห็นแววว่าเขาจะดัง และเป็นเรื่องส่วนตัวซึ่งผมไม่เคยบอกเขาด้วย"
นับเป็นนิมิตดี เพราะหลังจากนั้นเขาก็กลายเป็นนักร้องยอดนิยม เป็นขวัญใจของแฟนเพลงมากมาย และยืนหยัดอยู่ในวงการเพลงได้นานถึง 6 ปี มาแล้ว
และมีอัลบั้มออกมาแล้วถึง 6 ชุด ก็ต้องเรียกว่า อยู่ได้ด้วยรักและผูกพันกันจริงๆ ประกอบกับความสามารถในตัวของเบิร์ดเองด้วย
เมื่ออัลบั้มเพลงชุดแรกออกมา วิถีชีวิตของเบิร์ดก็เปลื่ยนไป
"ในใจผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าเบิร์ดทำงานทางนี้ เขาต้องทำได้แน่ๆ เพราะเขามีแวว
...คนที่เห็นแววของเบิร์ดอีกคนหนึ่งคือ คุณแม่ผม ตอนนั้นคุณแม่เป็นกรรมการตัดสินรางวัลเมขลา แล้วแม่ก็มาคุยให้ผมฟังที่บ้าน
โดยที่แม่ไม่รู้ว่าผมกับเบิร์ดรู้จักกันนะครับ
...แม่บอกว่า เด็กคนที่เล่นเรื่อง น้ำตาลไหม้ เล่นเก่งนะ และผมไม่ได้บอกว่าผมรู้จักกับเบิร์ด และไม่ได้บอกใครๆ ด้วยว่า แม่เป็นกรรมการตัดสิน
...แต่ปีนั้นเบิร์ดไม่ได้รางวัล แต่ติด 1 ใน 5
...พอแม่รู้ว่าเรารู้จักกัน แม่ก็ช่วยให้คำปรึกษา และตอนนั้นงานของเบิร์ดก็มากขึ้น
...จนวันหนึ่ง เบิร์ดเขาตัดสินใจว่า อยากจะลาออก เขาบอกกับแม่ว่า ความจริงเขาไม่อยากลาออกนะ เพราะทุกคนที่แบงก์ก็ดีกับเขา และช่วยเหลือเขามาก
...แต่เขาอยากทำงานนี้ และเขามีความมั่นใจมาก ทั้งๆ ที่เขาก็รู้ว่าอาชีพเต้นกินรำกินมันไม่ยั่งยืน ผมก็เห็นว่าเขาทำงานนี้ได้แน่ๆ
...เมื่อปรึกษาแม่ แม่ก็ไม่เห็นด้วย แต่ในขณะเดียวกันแม่ก็ช่วยเขียนใบลาออกให้เบิร์ด และผมเป็นคนเอาไปยื่นให้ที่สำนักงานใหญ่
...พอออกมาแล้ว ก็คิดว่าตัดสินใจไม่ผิด"
ไม่เพียงแต่เบิร์ดลาออกจากงานแบงก์เท่านั้น คุณนกน้อยเองก็ลาออกจากงานที่คาเธ่ย์ แปซิฟิค เช่นกัน
"ผมคิดอยู่หลายเดือนเหมือนกัน กรณีของเบิร์ดเขาทำงานแบงก์มาแค่ 3 ปี แต่ของผมทำมาแล้ว 8 ปี
...ตอนนั้นงานของเบิร์ดก็มีเข้ามาเยอะขึ้น ต้องไปถ่ายหนังต่างประเทศด้วย ผมมีความรู้สึกว่ากำลังเอาเปรียบบริษัท เอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน
...เมื่อไปปรึกษาแม่ แม่ก็พูดขึ้นมาว่า ทำอะไรก็ตามอย่าเอาเปรียบใคร และอย่าให้ใครเอาเปรียบ
...ผมไปปรึกษาเพื่อน เขาบอกว่า อยู่ที่นี่ก็มีเงินเดือนนะ มีสวัสดิการ ออกไปนี่อิสระเลยนะ ให้ระวัง
...ผมก็คิดไปคิดมา และผมเชื่อ สุภาษิตว่า อย่าเหยียบเรือ 2 แคม และอย่าเอาเปรียบใครตามที่แม่สอน
...ผมตัดสินใจลาออก แล้วไปเมืองนอกกับเบิร์ดเลย เขาไปถ่ายหนังเรื่องด้วยรักและผูกพัน
...ช่วงที่อยู่เมืองนอกก็ทำงานไป และคิดถึงตัวเองตลอดเวลา แต่ผมก็มีความเชื่อมั่นบางอย่างที่บอกไม่ถูกว่า งานที่เราจะทำกันข้างหน้านี่ยังมีอีกเยอะ
...คุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ก็เตือนมา ซึ่งผมจำอยู่ทุกวันนี้เลยว่า จะทำอะไรต้องระมัดระวังตัวให้ดีที่สุด และดูแลตัวเองให้ดีที่สุด
งานตรงนี้กับความดังที่จับต้องไม่ได้ กับความสำเร็จที่จับต้องไม่ได้ มันไม่มีกรอบ มันเป็นคัทเอ้าท์
...ถ้าเราหากรอบไม่เจอ ระวังจะหาตัวเองไม่เจอ
...ผมจำไว้เลย ใช่แล้ว ถูกต้อง เราต้องนึกอยู่ตลอดเวลาว่าเราเป็นใคร จะได้ทำอะไรให้ถูก
...หากวันหนึ่งเบิร์ดเลิกทำอันนี้ไป หรือไม่ประสบความสำเร็จในชุดเพลงต่อๆ ไป เราจะ lost ทุกอย่าง...หรือเปล่า
...ผมก็ระวังตัวในการทำงานมาตลอด และเล่าให้เบิร์ดฟัง เราก็ถือเป็นคติในการทำงานว่า ทำด้วยความระมัดระวัง
คุณพ่อก็ตักเตือนเสมอให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ต้องศึกษาโลกทัศน์ตรงนี้ให้ดีๆ ว่า เราจะควบคุมใจอย่างไร ตามอย่างไร ทำอย่างไร
หรือดัดแปลงเปลี่ยนแปลงอย่างไร"
จากจุดเริ่มต้นตรงนั้น คุณนกน้อยกลายเป็นผู้ช่วยเหลือเบิร์ดในการจัดสรรเวลา และตารางการทำงาน โดยประสานงานกับทางบริษัทแกรมมี่
ซึ่งเบิร์ดเป็นนักร้องอยู่ในสังกัดนี้
"ผมจะเป็นคนประสานงาน ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ระหว่างการทำงานและชีวิตประจำวันของเบิร์ด
...งานของเบิร์ดเป็นงานที่ทำให้กับคนดูข้างหน้าเวที จนไม่มีเวลาที่จะดูแลข้างหลัง จึงต้องมีคนช่วยดู และไม่ใช่ผมคนเดียว มีหลายคนที่ช่วยกันดูแล
...พี่เล็ก (บุษบา ดาวเรือง) จะเป็นผู้ดูแลเรื่องบนเวที และการแสดงทุกอย่างของเบิร์ด
...และมีแดง (ปรีชา ภาคอุทัย) ที่แกรมมี่ เขาจะช่วยดูแลเกี่ยวกับเรื่องคิว เขาจะเป็นเซ็นเตอร์ของการรับงานต่างจังหวัด
และการประสานงานในกรุงเทพฯ เช่นว่า รายการที.วี. จะให้เบิร์ดทำอะไร สัมภาษณ์อะไร
...ถ้าเป็นงานที่นอกเหนือจากแกรมมี่ ผมจะช่วยดูแล แต่ถ้าเป็นงานที่เกี่ยวกันแกรมมี่ หรือ เอ็ม.จี.เอ. เบิร์ดเขาจะตัดสินใจเอง โดยที่จะปรึกษาผม
ปรึกษาผู้ใหญ่ที่รู้ในด้านกฎหมาย
...ไม่ใช่เพื่อจะเล่นแง่เล่นมุม หรือกลัวเสียเปรียบ แต่เพื่อความเข้าใจกัน และที่แกรมมี่ คือ คุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม เป็นคนที่ไม่เอาเปรียบ
และเป็นนักธุรกิจที่มีศิลปะอยู่ในตัวด้วย
...ตรงนี้คือโชคดี"
นับเป็นเวลากว่า 6 ปี ของการทำงานร่วมกันระหว่างเบิร์ดกับคุณนกน้อย เบิร์ดโด่งดังขึ้นมากขนาดไหนไม่ต้องพูดถึงกัน
เรื่องของรายรับก็ต้องตามมากับชื่อเสียง แล้วคนใกล้ชิดอย่างคุณนกน้อยล่ะ
"ทุกวันนี้ผมไม่ได้รับเงินเป็นเดือน ไม่ได้เป็นพนักงานประจำของแกรมมี่ ไม่มีส่วนแบ่งจากการขายเทปซึ่งบางคนคิดว่ามี
แต่บางงานที่ผมทำงานให้กับแกรมมี่ ผมก็ได้รับค่าตอบแทนที่ดี
...ในช่วงแรกผมไม่ได้กินเงินเดือนใครทั้งสิ้นนะ กินเงินเดือนเก่าตัวเอง เบิร์ดบอกว่าจะให้เงินเดือน ผมก็ไม่เอา
...จนกระทั่งอยู่กันมาปี 2 ปี เกิดความรู้สึกว่าเบิร์ดไม่สบายใจ ว่าใช้ผมหรือเปล่า
...เมื่อรายได้ของเบิร์ดเข้ามามากขึ้นๆ ผมก็เป็นคนจัดสรรปันส่วนในการใช้เงิน โดยมีเจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งที่แกรมมี่ช่วยทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้
เพราะผมทำไม่เป็น และอาจจะมีการผิดพลาดเรื่องตัวเลขได้
...และเพื่อให้ชัดเจนกับทางบ้านของเบิร์ดด้วย แต่เขาก็ไม่ได้เข้ามายุ่งนะครับ เพียงแต่ว่าถ้าวันใดเกิดปัญหาขึ้นมา คนนี้จะแจกแจงได้ว่า
เดือนนึงใช้จ่ายเท่าไร อะไรบ้าง เขาไว้ใจได้และชัดเจนมาก
...เราแบ่งบัญชีในการใช้ จะมีเงินส่วนหนึ่งที่เบิร์ดเก็บไว้ และมีสำหรับใช้ส่วนตัว ใช้กับทางบ้านของเบิร์ด และทุกๆ ปีจะมีโบนัส ที่เบิร์ดให้ผม
...แต่ผมยังไม่เคยเอามาใช้ ก็ยังอยู่ด้วยกันตรงนั้น ทุกวันนี้ผมก็ยังใช้ในงบส่วนตัวของเบิร์ดด้วยนี่แหละ"
แว่วมาว่า คุณนกน้อยเปรียบเสมือนกระเป๋าสตางค์ให้เบิร์ด
"เท่าที่ผ่านมาเป็นอย่างนั้น เพราะว่าเบิร์ดเองเขามีความรู้สึกว่า ถ้าเขามีเงินร้อย เขาก็ใช้ร้อย มีเงินหมื่นเขาก็ใช้หมื่น มีเงินอยู่ห้าพัน ใครมาขอสี่พันเขาก็ให้
...ผมเคยเตือนเขาว่า มันไม่ถูก ต้องรู้จักใช้ ถ้าไม่รู้จักใช้ ก็ควรจะมีเงินในจำนวนที่จำกัด
...เขาก็เลยบอกว่า ไม่มีเงินติดตัวดีกว่า
...ทุกวันนี้เบิร์ดจะมีเงินติดกระเป๋าประมาณพันหรือสองพันบาท แต่เขาไม่เคยหยิบขึ้นมาใช้ 3 อาทิตย์ผ่านไปแบงก์ใบเดิมนั้นก็ยังอยู่
...แต่เขามีเครดิตการ์ด อันนี้ใช้เก่ง ใช้เป็น เอะอะก็ดึงการ์ด หลังๆ นี้ก็เลยไม่ค่อยเก็บการ์ดไว้กับตัว
...ถ้าเขาอยากได้อะไร หรืออยากใช้เงินทำอะไร เขาจะบอกว่าอยากได้นั่น ได้นี่ ผมก็ให้เด็กไปจัดการให้ บางทีก็ไปด้วยตัวเอง
...และจะมีคนช่วยหาเสื้อผ้าสวยๆ มาให้
...แต่ถ้าไปเมืองนอก เบิร์ดจะมีเงินติดตัว จะพกเครดิตการ์ด เพราะการไปเมืองนอกเราไม่ได้เดินด้วยกันตลอดเวลา และเบิร์ดเขาก็คงอยากได้อะไรของเขาบ้าง
หรืออาจจะอยากไปไหนคนเดียว อยากทำอะไรคนเดียวบ้าง"
แต่ถ้าอยู่เมืองไทย เบิร์ดไม่ค่อยมีเวลาและโอกาสที่จะไปไหนตามลำพัง จนบางทีเขาก็ตามสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ทัน
"ไม่ใช่ว่าชีวิตส่วนตัวของเขาหายไปนะครับ เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้เดินไปหามันเท่านั้นเอง เขาเปิดตัวเองให้ทุกคน
...มีคนเคยถามผมว่า เคยปล่อยให้เบิร์ดไปไหนมาไหนคนเดียวหรือเปล่า
...ผมก็บอกว่า ไม่เคย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่เบิร์ดเขาไม่ไป และไม่มีความจำเป็นว่าจะต้องไปไหน ผมคิดว่าเบิร์ดเขาไม่อยากไปด้วย
...เบิร์ดไม่เคยเดินช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้า นอกจากเวลาไปเมืองนอก"
ถ้าไปเดินที่ไหน คงเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า "ห้างแตก" แน่ๆ
"มีอยู่ครั้งหนึ่งไปเที่ยวฮาวายกัน ก็ไปเจอซุปเปอร์มาร็เก็ตที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เราก็เดินเข้าไป
...เบิร์ดเขาจะเรียกซุปเปอร์มาร์เก็ตว่าสหกรณ์นะ ไม่รู้ว่าไปเอาคอนเซ็ปท์นี้มาจากไหน แต่เขาจะเรียกว่าสหกรณ์ตลอด
...พอเดินเข้าไป เบิร์ดเห็นแตงโมก็หิ้วแตงโม เห็นไก่งวงก็จะซื้อไก่งวงทั้งตัว จนฝรั่งมอง
...ผมก็บอกเขาว่า เบิร์ด ซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่างนี้บ้านเราก็มี และใหญ่กว่านี้อีก เขาบอกว่าเขาไม่เคยเดิน"
ใครจะเชื่อว่าคุณธงไชย แมคอินไตย์ ล้าสมัยถึงขนาดนั้น น่าเป็นห่วงในเรื่องถนนหนทางในกรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนไปมากมาย
"ถ้าให้เขาไปไหนมาไหนเอง เขาไปถูกนะครับ เบิร์ดเป็นคนจำเส้นทางได้ดี แต่ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯ บางทีเขาไม่จำ พอขึ้นรถแล้วก็นอนพัก
หลับตาคิดนั่นคิดนี่ คิดทบทวนว่าทำอะไรมาบ้าง และจะทำอะไรต่อไป
...ทุกวันนี้ ในหัวเขาจะมีแต่เรื่องงาน
...และเขาจะไม่ขับรถเอง เบิร์ดขับรถเป็นนะครับ แต่ทุกคนคิดว่าเขาขับรถไม่เป็น
...ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เขาขับรถ ผมนั่งมาด้วย เขาก็ทำทุกอย่างตามปรกติ แต่ยังไงก็ไม่รู้ พอจอดรถปุ๊บ รถข้างหลังชนกัน 3 คันรวด มอเตอร์ไซด์ 1
...ตั้งแต่นั้นมา เขาก็ไม่ขับ ให้ผมขับ"
ในวัยหนุ่มอย่างนี้ เบิร์ดเน้นแต่เรื่องงานเป็นสำคัญ งานของเขาคือ การให้ความสุขแก่คนอื่นด้วยเสียงเพลง ด้วยคำพูด และด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมกัน
อยู่ในพรสวรรค์ของเขา จนลืมนึกถึงตัวเองไปในบางขณะ
"เบิร์ดเขาจะกังวล เมื่องานไม่พร้อม แต่ถ้างานพร้อมเขาจะนึกว่าเขาจะทำอะไร นึกแต่จะให้ว่า โชว์คราวนี้ได้ให้อะไรแก่คนดูหรือยัง ให้อะไรเพียงพอหรือยัง
ให้แค่นี้พอมั้ย ให้แค่นี้มากไปหรือเปล่า
...เมื่อเวลาเบิร์ดอยู่หน้าเวที เขาจะให้หมดเลย ให้จนบางครั้งผมต้องบอกว่า นึกถึงตัวเองบ้างนะ
...ทุกวันนี้เขาให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับคนดู เขาไม่มีโลกส่วนตัว เพราะว่าสิ่งที่ทุกคนหยิบยื่นให้กับเขา มันมากจนเขาไม่รู้ว่าจะตอบแทนกลับไปยังไง
...เพราะฉะนั้น เขาถึงให้ชีวิตเขา ให้ความเป็นส่วนตัว เขากลายเป็นคนของทุกคนที่รักเขานะครับ
...เบิร์ดเคยบอกว่า เขาเป็นเหมือนกระจกใส ตัวเค้านี่ใสมาก ใครก็มองเห็น ผมเห็นด้วยนะ เพราะผมรู้สึกว่าเบิร์ดไม่มีอะไรปิดบังใคร เขาให้หมด
และทุกคนเป็นเจ้าของเขา เขาไม่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง
...ผมเคยมองเบิร์ดอยู่คนเดียว แล้วก็คิดว่า เบิร์ดนี่เขาบอร์น ทู บี เลยนะ ที่จะมาเจออะไรแบบนี้
...บางครั้งเพิ่งเถียงกันเรื่องงานยังไม่รู้เรื่องเลย พอออกไปปั๊บ คนข้างนอกไม่รู้เลยว่า ผมกับเขามีอะไรกัน หรือเขากับคนที่ทำงานมีอะไรกันอยู่
...เขาเคยนั่งเครื่องบินภายในประเทศ แล้วมองลงไปข้างล่าง แล้วพูดว่า ข้างล่างนี่อย่างน้อยทุกคนก็รู้จักเบิร์ด มันอบอุ่นใจยังไงไม่รู้นะ
พี่น้อยว่าบ้านนั้นจะรู้จักเบิร์ดมั้ย
...ผมก็บอกว่ารู้สิ"
ความสุขของเบิร์ดอยู่ตรงนี้ ตรงที่มีคนรัก มีคนเอาใจใส่ และเป็นห่วงเป็นใยเยี่ยงลูกหลาน และญาติมิตร
"เป็นความสุขอย่างนึงในชีวิตที่จะหาได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะครับ ความรู้สึกนี้ไม่ได้ให้กันง่ายๆ
...ถ้าผมไม่ชอบคนๆ หนึ่ง ผมคงไม่ให้ความสนใจเขา แต่ถ้าผมชอบ ผมก็จะให้ความสนใจเขา และจะให้เขารู้ตัว
"ทุกวันนี้เขาให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับคนดู เขาไม่มีโลกส่วนตัว"
...และเบิร์ดเป็นเคนที่เอาใจเขามาใส่ใจเราตลอดเวลา
...เหมือนกับการตอบจดหมายแฟนเพลง เบิร์ดจะตอบหมดเลย ทุกคนที่ส่งจดหมายมา จะได้รูปเบิร์ดส่งกลับไปหมด
...เพราะคนที่เขียนจดหมายมาหานี้ แสดงว่าเขาต้องมีใจให้กับเบิร์ด และเขาคงอยากได้จดหมายของเบิร์ดเหมือนกัน
...เราจะจัดสรรงบประมาณส่วนตัวในการอัดรูป ทำกระดาษจดหมาย ซื้อซองและแสตมป์ จนบัดนี้ผมก็ไม่เคยกลับไปเช็คว่ากี่แสนแล้ว
...อัดรูปครั้งละ 3,000 ใบ และเบิร์ดจะเซ็นบนรูปทุกใบ บางทีผมรู้ว่าเขาว่าง ผมก็แกล้งเอารูปไปตั้งๆ ไว้ เขาก็รู้นะ เขาก็นั่งเซ็นไปเรื่อยๆ
...ผมบอกว่า เบิร์ดไม่ต้องเซ็นชื่อเต็มหรอก เซ็นว่าเบิร์ด เขาบอกว่า คำว่าเบิร์ดที่เขาเซ็นนั้น ใครๆ ก็เซ็นได้ ฉะนั้นจะต้องมีลายเซ็นชื่อของเขาด้วย"
เรื่องการขอรูปและลายเซ็นของเบิร์ดนั้น ก็ได้ประจักษ์กับตาเมื่อเบิร์ดมาที่ "ดิฉัน" ในวันนั้น
เมื่อแรกเห็นคุณนกน้อยพกรูปขนาดโปสการ์ดของเบิร์ดมาเป็นปึ๊ง ยังถามเขาว่าเอามาทำไม เขาบอกว่าเผื่อมีคนอยากได้
แล้วก็มีคนอยากได้จริงๆ ต้องเรียกว่าทุกคนขอรูปเบิร์ด แล้วเอาไปให้เบิร์ดเซ็น และเขาเซ็นอย่างตั้งอกตั้งใจด้วยข้อความพิเศษให้แต่ละคน
ทำเอาพี่ๆ เป็นปลื้ม อวดกันไม่หยุดหย่อน ได้ใบเดียวไม่พอใจ ขอไปเผื่อลูกหลานทางบ้านก็มี
เห็นเพียงเท่านี้ ก็เดาได้เลยว่า ต้องมีแฟนเพลงเขียนจดหมายไปหาเบิร์ดมากมายแน่ๆ
"เยอะมากครับ มากเหลือเกิน มาเป็นปึ๊งทุกวัน และผมจะดึงออกมาให้เบิร์ดอ่าน โดยเฉพาะฉบับที่ผู้ใหญ่เขียนมาหาว่ากล่าวตักเตือน เขาจะได้อ่านหมด
...ส่วนมากเขาจะแนะนำมา อย่างชุดนี้ก็จะเป็นเรื่องแหวนว่าใส่ทำไม
...ที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อครั้งที่เบิร์ดเจาะหู แล้วใส่ตุ้มหูข้างเดียว เชื่อมั้ยครับ จดหมายมาเป็นร้อยๆ ฉบับเลย บอกว่าอย่าใส่
...ครั้งล่าสุดบอกว่า หวังว่าคงจะเห็นในมิวสิควีดีโอ เรื่องคู่กัดเท่านั้นนะ
...และเบิร์ดเขาก็เชื่อฟัง ตั้งแต่นั้นมา เขาไม่ใส่ตุ้มหูอีกเลย
...บางทีก็มีจดหมายเตือนมาว่าผอมไปแล้วนะ อ้วนไปนะ และช่วงที่โดนเตือนหนักอีกช่วงหนึ่งคือ ในชุด ส.ค.ส.
...ตอนนั้นเขาอยากไว้ผมยาว เพราะเขาไม่เคยไว้ผมยาวเลยในชีวิต เขาก็เลยคิดว่า ขอไว้ผมยาวสักครั้งเถอะในชุดนี้
...ปรากฎว่าโดนถล่มทลาย คนไม่ชอบ เขาก็เลยตัดผม"
จะหาใครที่ได้รับความห่วงหาอาทรจากแฟนเพลงมากเท่านี้เห็นจะไม่มี
"เบิร์ดได้รับความอบอุ่นจากแฟนเพลงมาก เมื่อก่อนนี้ตอนออกทัวร์คอนเสิร์ตชุดแรกๆ เบิร์ดเขาชอบคิดว่าจะมีคนดูเขามั้ย
"เราเดาใจกันถูกนะ มันเป็นอะไรที่เชื่อมกันอยู่ตลอดเวลา บางทียังต้องหัวเราะเลยว่า ใจตรงกัน"
...แต่ตอนนี้เขาดีใจที่สุดคือ ทุกคนยอมรับเขา ว่าเป็นหนึ่งในนักร้องในใจของแต่ละคน
...สิ่งที่ทุกคนให้กับเบิร์ด ก็โยงใยมาถึงผมด้วย
...เด็กบางคน แรกๆ จะกลัวผม เพราะผมหน้าตาดุ และอาจจะเป็นเพราะว่าผมเป็นระเบียบเกินไป หรือกันเบิร์ดมากเกินไป
...เมื่อตอนที่เทปชุดที่หนึ่งออกมา มีอยู่ช่วงหนึ่งผมยอมรับว่า ผมปรับตัวไม่ถูก
...เบิร์ดเป็นคนเตือนสติผมว่า พี่น้อยจำไว้เลยนะว่า เราไม่ใช่นายเขา มันเหมือนเราต้องออกไปหาลูกค้า customer is a king เขาพูดคำนี้ออกมาเลย
...เขาบอกว่า ทุกคนที่ติดต่องานมา เขามาต้อนรับเราอย่างดีก็จริง แต่เขาไม่ใช่คนที่เราจะไปวางท่าเป็นเจ้านายใหญ่โต ว่านายธงไชยมา...ไม่ใช่
แต่เขาทุกคนคือ เจ้านาย
...ผมก็ว่า เออ ใช่นะ
...ตั้งแต่ช่วงนั้นมา ผมก็เริ่มปรับตัวถูกกับการติดต่องาน และการสื่อสารกับคน
...ผมดึงเอาระบบการทำงานที่คาเธ่ย์ แปซิฟิค มาใช้ ซึ่งที่นั่นสอนผมเยอะเลย เอากลับมาทบทวน และทำ
...แต่ผมเชื่อว่า ผมมีส่วนต่อความสำเร็จของเบิร์ดเพียงแค่สิบเปอร์เซ็นต์ หรืออาจจะน้อยกว่านั้นด้วยซ้ำไป แต่ที่เหลือเบิร์ดทำเอง
เพราะถ้าเบิร์ดไม่ทำเอง เขาคงไม่มาถึงตรงนี้
...สิบเปอร์เซ็นต์ของผม อาจจะเป็นสิบเปอร์เซ็นต์ที่อยู่ตรงพื้นสุดก็ได้"
แม้จะเป็นเพียงแค่สิบเปอร์เซ็นต์อย่างที่ว่า แต่ความช่วยเหลือตรงนี้ ก็ทำให้เบิร์ดทำงานเดินหน้าได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
เพราะข้างหลังเขามีคนดูแลให้เป็นอย่างดี
จะทำอย่างนี้ให้กันได้ ก็ต้องเป็นคนที่รู้ใจกันเท่านั้น
"เราเดาใจกันถูกนะ มันเป็นอะไรที่เชื่อมกันอยู่ตลอดเวลบา บางทียังต้องหัวเราะเลยว่า ใจตรงกัน
...เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เบิร์ดคิดอะไรผมยังรู้เลย แต่ถ้าเอาตัวผมเป็นที่ตั้ง ผมว่าผมอ่านใจเขาออก 95 เปอร์เซ็นต์นะ
แต่เบิร์ดอ่านใจผมออกหมด 100 เปอร์เซ็นต์เลย
...บางทีเขารู้ว่าผมกำลังมีเรื่องอะไร ตอนนี้ผมกำลังล้าหรืออ่อนแอมาจากไหน หรือแม้กระทั่งมาจากตัวเขา เขาก็รู้
นั่นเป็นเพราะเขาคงรู้ตัวเขาเองดีด้วยว่า อะไรเกิดขึ้นกับเขา และผลกระทบจากเขานั้นไปถึงใครบ้าง
...พี่ตา (ปัญญา นิรันดร์กุล) เคยพูดว่า ถ้า 2 คนนี้ไปออกรายการชิงร้อยชิงล้าน ต้องได้คนละห้าแสนแน่ๆ เลย
...เราเคยไปออกรายการพลิกล็อคกันครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเขามีเกมทายใจด้วย มีคำถามอยู่ 4 ข้อ ถ้าตอบตรงกันก็จะได้รางวัลพิเศษ
เราก็ตอบถูกหมด แต่พอแข่งต่อ ก็พากันตกรอบ
...ขนาดเขาถามว่าพี่น้อยชอบนินทาใคร เบิร์ดเขาก็ตอบถูกว่า แม่ตัวเอง เพราะผมชอบนินทาแม่ตัวเอง เนื่องจากแม่เป็นคนที่สนุก เมื่อเขามีอะไรมา
ผมก็อดเล่าต่อให้เพื่อนๆ ฟังไม่ได้"
รู้ใจกันมากถึงเพียงนี้ จะมีผิดใจกันบ้างไหมหนอ
"โกรธกันนี่ ไม่มีนะครับ มีแต่อารมณ์เสียในเรื่องจุกจิก แป๊บเดียวก็หาย และผมจะอารมณ์เสียมากกว่าเขา
...ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ผมจะพูดหนึ่งครั้ง แต่ถ้าผมมั่นใจว่าผมถูก ผมจะพูด 2 ครั้ง (หัวเราะ)
...เบิร์ดเขาจะเงียบๆ และฟัง ถ้าเขาผิดเขาก็เงียบ และเขาไม่ง้อด้วยนะ ถ้าเขาถูกเขาก็จะพูด
...แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อยู่บนพื้นฐานของคำว่า ต้องเคลียร์ เขาเป็นคนที่ทำอะไรแล้วต้องเคลียร์ ถ้าในจิตใจของเขาไม่เคลียร์แล้ว เขาจะมีปฏิกิริยา หน้าไม่ยิ้มแย้ม
...และจะมี inner meaning แทรกบ้าง ให้รู้ว่า บัดนี้มีเรื่องกินแหนงแคลงใจเกิดขึ้น เขาเป็นคนที่มีคารมเด็ดๆ นะ
....ถ้าผมเตือนเขา เขาก็ฟัง แต่จะเชื่อหรือไม่เชื่อต้องอยู่ที่เหตุผล แต่เขารู้นะว่าทำไมผมถึงเตือน ทำไมผมถึงพูด ถ้าเขาไม่เคลียร์ว่า ผมพูดทำไม เขาจะถามทันที
...ตอนแรกผมคิดว่าเขาเป็นคนดื้อเงียบ แต่ปรากฎว่า ผมคิดไปเอง เขาเป็นคนค่อนข้างจะเชื่อฟัง และมีเหตุผลมากเหลือเกิน"
การทำงานของเบิร์ดคือ การพบปะผู้คนเป็นจำนวนมาก จึงย่อมต้องมีเรื่องกระทบถึงจิตใจและทำให้เสียใจเป็นธรรมดา ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นเรื่องงาน
"ส่วนมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำพูดของคน คำพูดที่ทำลายจิตใจ และที่เขาเสียใจก็เพราะมาจากคนรอบข้างเขานี่แหละ ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเรื่องงาน
...อย่างเช่นรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร ก็ไปพูดให้หมดกำลังใจเสียเฉยๆ อย่างนั้นแหละ
...อาจจะเป็นการพูดเพราะอิจฉา ขัดขวาง ไม่หวังดี หรืออาจจะหวังดี แต่เขาพูดอย่างไม่ทันคิดก็ได้ ซึ่งคำพูดเหล่านี้ก็มีเหมือนกันที่ทำให้เบิร์ดคิดมากและเสียใจ
...เคยมีคนๆ หนึ่งที่เบิร์ดศรัทธามาก แล้วมาวันหนึ่งก็กลายเป็นอีกคนหนึ่ง อย่างที่เขาไม่เคยคิดมาก่อน
...เบิร์ดร้องไห้เลยนะ เขาเสียใจว่าทำไมคนๆ นี้ มองเขาอย่งนี้
...แต่ผมไม่เสียใจ ผมกลับโกรธ แล้วกลับไปพูดกับเขาด้วยว่า อะไรเป็นอะไร แต่เขาจะเข้าใจมากน้อยแค่ไหนนั้นผมไม่รู้
แต่ผมถือว่าผมได้ถ่ายทอดความรู้สึกของผมและของเบิร์ดให้เขารู้แล้ว ผมก็สบายใจของผมแค่นั้น
...แต่เบิร์ดจะผิดหวังอยู่ 2-3 วัน ในที่สุดเขาก็ทำใจได้ ทุกวันนี้เจอกันเขาก็ยังสวัสดีทักทาย แต่คงไม่ได้ร่วมงานกันอีก"
และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เบิร์ดผิดหวัง หรือเสียใจกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง คุณนกน้อยจะต้องเลือกให้เบิร์ดรับรู้เป็นเพียงบางเรื่องเท่านั้น ไม่หมดทุกเรื่อง
"บางเรื่องที่ผมได้รับถ่ายทอดมา ผมก็ไม่บอกเขาเสียเฉยๆ หรือหนังสือบางเล่มก็ไม่พยายามให้อ่าน
...เบิร์ดเป็นคนชอบอ่านหนังสือมากทีเดียว แต่ไม่ค่อยอ่านหนังสือในวงการเท่าไร ส่วนใหญ่จะอ่านพ็อกเก็ตบุ๊ค อ่านนิยาย และมักจะอ่านหนังสือที่ผมชอบอ่านด้วย"
สองคนนี้มีอะไรที่คล้ายคลึงกันหลายอย่าง และไปไหนมาไหนด้วยกันเหมือนเงาตามตัว จนมีข่าวออกมาตามประสาผู้ชายกับผู้ชายที่สนิทสนมกันมาก
"กระแสข่าวนี้ มีมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ซึ่งอาจจะมาจากผม คือผมเป็นผู้ชาย และภาพพจน์ของผมกับเบิร์ดคู่กันมาตลอด
ผมก็ไม่รู้เจตนาของเคนเขียนว่าเขาต้องการอะไร
...แต่ผมเห็นเบิร์ดเขาเฉยๆ อาจจะเป็นเพราะว่าเขาปลงได้ ก็แล้วแต่คนจะคิด
...ผมคิดว่าทุกคนรู้จักผมหมดแล้ว และรู้จักเบิร์ดด้วย ช่วงแรกๆ ผมหงุดหงิดนะ มันรำคาญใจตรงที่ว่า ไม่น่าไปเกี่ยวกับเบิร์ด แต่ก็ไม่รู้จะแก้ยังไง
ก็ต้องให้มันเป็นไป
...ให้เวลาดูกันไปว่าอะไรเป็นอะไร และแล้วแต่คนจะเลือกคิดว่าผมเป็นอะไร เบิร์ดเป็นอะไร
...ทุกวันนี้ เรื่องนี้ก็ยังไม่จบ ยังมีการพาดพิงมาถึงผมอยู่ อาจจะเป็นเพราะว่าเบิร์ดยังไม่มีแฟน ไม่มีครอบครัวเหมือนนักร้องคนอื่นๆ"
นั่นสิ แล้วทำไมเบิร์ดถึงได้ไม่มีแฟน อกหักหรือไร
"เบิร์ดเคยมีแฟนนะ มีเป็นแฟชั่น มีไว้ให้เพื่อนๆ ล้อเล่นกัน ตั้งแต่สมัยเรียน แต่ก็แยกย้ายกันไปแล้วตอนนี้แต่งงานไปกันหมด ตั้งแต่ก่อนออกเทปชุดที่หนึ่งอีก
...เขาเคยปรารภว่า อยากจะมีครอบครัวเหมือนกัน แต่ไม่ได้พูดอย่างซีเรียส คืออาจจะเป็นความคิดที่แว่บเข้ามา เมื่อเห็นเพื่อนๆ มีลูกมีเต้า เขาก็อยากจะมีบ้าง
เพราะเบิร์ดเป็นคนรักเด็ก
...แต่ถ้าจะคิดอย่างซีเรียส ว่าจะต้องมีครอบครัวแล้วนะ เขายังไม่ได้คิด
...เมื่อก่อนนี้เขาเคยบ่นว่าเหงา แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยได้ยิน เขาคงจะสนุกกับงานแล้ว ถ้าจะเหงา สงสัยว่าจะเหงาเพราะว่าไม่ได้ทำงานมากกว่า
...เขาเคยอยากอยู่เงียบๆ คนเดียว ซึ่งเป็นความรู้สึกของเขา และเป็น concept ของเพลงนี้ด้วย
...ความรู้สึกเหงานั้น ก็คงจะมีแว่บเข้ามาในความรู้สึกของเขาบ้าง และการที่ยังไม่มีแฟนก็มีส่วน แต่ลึกๆ ลงไปแล้ว ผมคิดว่าเขาไม่อยากอยู่คนเดียวนะ"
เมื่อเบิร์ดยังไม่มีเจ้าหัวใจอย่างแท้จริง... ด้วยเหตุนี้จึงมีแฟนเพลงมากมายที่รักเบิร์ดอย่างจริงจัง และอยากจะเป็นแม่บ้านให้หนุ่มโสดคนนี้
"เคยมีแฟนเพลงที่เข้ามาติดใจเบิร์ด และหลงรัก อยากจะเป็นแฟนจริงๆ มาถึงที่บ้าน
...เบิร์ดเขาจะคุยด้วย และเขาจะมีจิตวิทยาในการพูดให้เปลี่ยนความรู้สึกของเด็กได้
...เขาพูดเก่งครับ และมีคำคมมากมาย เวลาเขาตอบคำถาม ผมยังชอบฟังเขาเลย แล้วยังนึกว่า เบิร์ดนี่มีอะไรดีๆ เยอะเหลือเกิน
...ผมไม่ได้ propaganda ว่าเขาเป็นคนดี คนเลิศนะ"
ความมุมานะในการทำงานของเบิร์ด อาจจะทำให้เวลาของเขาหมดไป ไม่มีเหลือสำหรับคิดถึงเรื่องส่วนตัว เขามักจะคิดอยู่แต่ว่าจะให้ความสุข
ความบันเทิงแก่แฟนเพลงของเขาอย่างไรถึงจะเต็มที่
"เบิร์ดเป็นคนทำอะไรทำจริง อย่างในคอนเสิร์ต จะเห็นเบิร์ดตีขิมเพลงบูมเมอแรง ซึ่งเขาแกะเพลงนี้ด้วยตัวเองนะครับ เขานั่งงมทำอยู่คนเดียว 4-5 วัน
แล้วแบกขิมไปนั่งตีให้พี่เล็กฟัง
...เบิร์ดกลัวการทำงานได้ไม่เท่าใจตัวเอง อันนี้ผมเห็นได้ชัด ถ้าเขาทำอะไรได้ไม่เท่ากับที่ตั้งใจไว้แล้ว กลับมามักจะมีปัญหา คือมานั่งคิด เป็นกังวล"
บางครั้งเขามุทำงานมากจนเรียกว่า ฝืนสังขารของตัวเอง และถึงกับเป็นลมกลางเวทีก็เคยมาแล้ว
"ช่วงนั้นเป็นงานคอนเสิร์ตแบบเบิร์ด เบิร์ด ครั้งที่ 2 เขารู้แล้วว่าเขาไม่ไหว แต่เขาจะไม่ให้คนดูเห็นว่าเขาไม่ไหว เผอิญมันพลาด
เหลืออีกแค่ไม่กี่เมตรจะเข้าหลืบเวทีแล้ว เขาล้มลง
...ผมก็มานั่งทบทวนดูว่าเป็นเพราะอะไร ปรากฎว่ารอบนั้นเป็นรอบสุดท้ายของการโชว์ 4-5 รอบ แล้ววันนั้นเขาไม่ได้กินข้าว คือไม่ยอมกินมากกว่า
ดื่มแต่นมแค่ครึ่งแก้ว แล้วเขาเหนื่อยมาก วันนั้นก็ตกใจเหมือนกันนะ
...อีกครั้งหนึ่งที่สุรินทร์ ตอนนั้นเขาหอบ และเขาเริ่มมีอาการไข้
...ผมมารู้ทีหลังว่า เขาแอบไปอาบน้ำอาบท่า เพื่อให้เฟรชก่อนขึ้นเวที
...ผมเห็นท่าไม่ดี ถามเขา เขาก็บอกว่า ไหว...ไหว...ไหว ปรากฎว่าไปล้อมบนเวทีตอนจบ และวันนั้นฝนตกด้วย
...แต่เด็กที่สุรินทร์น่ารักมากเลย พอเราบอกว่า น้องๆ พี่เบิร์ดไม่สบายนะ อย่าดึง ขอทางไปที่รถหน่อย ปรากฎว่าไม่มีใครดึงเลยนะ และยังบอกว่า
ให้พี่เบิร์ดรักษาเนื้อรักษาตัวอีกด้วย
...วันรุ่งขึ้นเบิร์ดต้องไปเมืองจันท์ และเขาก็มีอาการไข้สูงตลอด พอไปถึงเมืองจันท์เข้าที่พักแล้ว เขาตัวร้อนมาก
...ผมถามเขาว่า เบิร์ดไหวมั้ย เขาบอกว่าเบิร์ดไม่ไหวนะ เบิร์ดอยากกลับบ้าน เบิร์ดคิดถึงแม่
...ผมไปพูดกับคนจัด เขาบอกว่า ร้องสักเพลงนะ ไปปรากฎตัวให้แฟนเพลงเห็น
...ผมก็บอกว่าเบิร์ดเขาไม่ไหวนะ แล้วผมก็พาเบิร์ดไปอนามัยใกล้ๆ ที่พัก
...หมอฉีดยาแก้ไข้ให้ และให้น้ำเกลือ เขาบอกว่า คอเบิร์ดเป็นหนอง ต้องพัก
...เบิร์ดก็นอนหลับ แต่เชื่อไหม พอถึงเวลา 2 ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาที่เขาจะต้องขึ้นเวที เบิร์ดดึงน้ำเกลือออก ทั้งๆ ที่ยังไม่หมด แล้วแต่งตัว ออกไปร้องเพลง
...พอขึ้นเวที เขาก็ร้องเพลงนึงก่อน แล้วบอกกับคนดูว่า วันนี้เบิร์ดไม่สบาย คงเจอกันได้แค่นี้ และเบิร์ดขอโทษ ที่เบิร์ดไม่สบายวันนี้
...ผมฟังแล้วผมจะร้องไห้นะ ซึ่งความจริงแล้ว มันเป็นเรื่องที่ไม่ต้องขอโทษ แต่เขาขอโทษคนดู
...และเขาบอกว่า เพลงสุดท้ายนี้คือ เพลงด้วยรักและผูกพัน เบิร์ดขอให้ทุกคนช่วยกันร้อง เพราะเขาคงร้องไม่จบ
...แล้วทุกคนก็ร้องหมดเลย วันนั้นผมตื้อมาก ต้องแอบไปข้างหลังเวที เพราะผมเกือบจะร้องไห้แล้ว"
เมื่อสิ้นสุดการแสดง เบิร์ดกลับมานอนให้น้ำเกลือต่อในรถ และเดินทางกลับบ้าน - - กลับสู่อ้อมอกแม่
"เบิร์ดเขาสู้มาก ด้วยใจเลย ความจริงใจของเบิร์ดที่มีต่อคนดูนั้นสูงมาก
...ผมเห็นแล้วว่าชีวิตของเขาไม่ได้ห่วงตัวเองเลย ห่วงแต่คนอื่น
...ครั้งหนึ่งเขามาบอกผม ซึ่งผมยังแอบดีใจอยู่คนเดียวเลย วันนั้นฝนตก แล้วในงานเกิดไฟช็อต พอเลิกโชว์เบิร์ดเขาบอกว่าเป็นห่วงพี่น้อย
ไม่รู้ว่าพี่น้อยอยู่ตรงไหน เดี๋ยวจะโดนไฟช็อต เพราะเขารู้ว่าผมชอบเดินไปเดินมา อาจจะโดนไฟช็อตอยู่กลางงาน"
ในการออกคอนเสิร์ตแต่ละครั้งเบิร์ดจะเตรียมงานอย่างจริงจัง และต้องพร้อม
"ถ้าเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ๆ 14-15 รอบ เขาจะต้องเสร็จก่อนเวลาแสดงครึ่งชั่วโมง และเขาจะไปนั่งตรงจุดที่จะเริ่มเล่น นั่งสมาธิอยู่คนเดียว 15-20 นาที
...เขาบอกว่านั่งแล้วความจำดี จำขั้นตอนได้หมด และยังมีพลังที่จะเพิ่มเติมอะไรให้กับคนดู นอกเหนือไปจากสคริปท์
...ในการแสดงแต่ละครั้ง เบิร์ดจะมีสคริปท์ให้ดู เป็นทั้งสคริปท์จริงและบทนำว่าทำยังไงจะให้เข้าเพลงนี้ แล้วเขาจะดั้นด้นไปของเขาเอง
...แต่เวลาไปแสดงต่างจังหวัด จะต้องบอกให้เขารู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน
...เพราะครั้งแรกในชีวิตของการโชว์ตัวนั้น เบิร์ดไปที่ระนอง แต่ลงเครื่องบินที่สุราษฎร์ธานี และนั่งรถต่อไปที่ระนอง
แต่เบิร์ดเขานึกอยู่ตลอดเวลาว่า เขาอยู่สุราษฎร์ธานี
...เมื่อขึ้นเวที เขาก็บอกว่า สวัสดีพี่น้องชาวสุราษฎร์ธานี
...ฉะนั้นเราต้องบอกกันอยู่ตลอดเวลาว่าอยู่ที่ไหนแล้ว ยิ่งทัวร์ที่ผ่านมานี้ ต้องบอกมากเลย
...เพราะว่ามีอยู่วันหนึ่ง จากอีสานแล้วเข้ามาอัดรายการที.วี. ที่กรุงเทพฯ และไปเมืองชล เมืองจันท์ แล้วลงใต้เลย เขาจะสับสน
เราต้องคอยบอกจังหวัดที่มาถึง"
สิ่งหนึ่งที่ได้มาจากการทัวร์คอนเสิร์ตคือ เบิร์ดมีโอกาสได้ทำบุญตามวัดต่างๆ ในแต่ละจังหวัด
"เบิร์ดทำบุญเป็นประจำ โดยการห่มผ้าพระประธาน เบิร์ดเขาชอบไปอยุธยา เพราะมีวัดเยอะ
...ครั้งสุดท้ายนี่ เขาห่มผ้าพระประธานไป 9 ผืน พอห่มแล้วจะต้องมีการจับผ้าเพื่ออธิษฐานขอบุญ เบิร์ดหันไปบอกแฟนๆ ว่า
เร็ว...ใครอยากทำบุญกับเบิร์ดก็มา
...โอ้โห...วัดแทบพัง เด็กๆ กรูเข้ามาจับผ้ากัน เพื่อจะได้ทำบุญร่วมกับพี่เบิร์ด
...เบิร์ดเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์นะ เขาเชื่อในความเป็นมงคลที่ผู้ใหญ่ให้เขา
...เขาบอกว่า สิ่งตรงนี้ใครเชื่อสิบก็ได้สิบ ใครเชื่อร้อยก็ได้ร้อย และเบิร์ดเขาจะไหว้พระและนั่งสมาธิด้วย
...ที่บ้านจะมีห้องพระ มีอยู่วันหนึ่ง 2-3 ปีมาแล้ว ผมนึกว่าไฟไหม้บ้าน เพราะควันโขมงเลย
...ปรากฎว่าเป็นควันธูป เขาจุดธูป 21 ดอก แล้วนั่งสมาธิ แต่ไม่ได้เปิดที่ระบายอากาศ
...ก่อนแสดงทุกครั้ง เบิร์ดจะไหว้พระ และทุกครั้งที่ไปต่างจังหวัด เขาจะต้องไปไหว้ศาลหลักเมือง และเมื่อถึงเวทีก็ต้องจุดธูป 21 ดอก ไหว้ทุกครั้ง"
เมื่อเบิร์ดประสบความสำเร็จและมายืนได้ถึงจุดนี้ ยังไม่มีใครบอกได้ว่าเป็นจุดสูงสุดของเขาหรือไม่ เพราะเขายังต้องเดินก้าวไปข้างหน้าอีก
แต่หนทางข้างหน้าดูเหมือนจะปลอดโปร่งและแจ่มใสสำหรับเขา...คนที่ตั้งใจทำงานอย่างจริงจัง และไม่เคยลืมครอบครัว โดยเฉพาะแม่ของเขา
"คุณแม่เบิร์ด อายุ 72 ปีแล้ว ท่านก็อยู่ที่บ้าน มีพี่ๆ ดูแล และเป็นหลักให้กับเบิร์ด
...เมื่อเบิร์ดเริ่มเล่นละคร และมีรายได้ สิ่งแรกที่เขาทำคือ ออกมาจากสลัมบางแคแล้วมาซื้อบ้านในสวน ซึ่งก็ไม่ได้แพงมาก และเพิ่งผ่อนหมดเมื่อ 2-3 เดือน
ที่ผ่านมานี่เอง
...เมื่อออกอัลบั้มชุดที่ 1 ได้เงินมาก็เอาไปซื้อที่ดินหน้าบ้าน และสร้างบ้านให้พี่ๆ
...เดี๋ยวนี้หน้าบ้านที่คุณแม่เบิร์ดอยู่ จะมีบ้านของพี่ชาย 3 หลัง และพี่สาว 1 หลัง และทุกคนจะดูแลแม่เบิร์ดอย่างใกล้ชิด
...ก็เป็นอย่างหนึ่งที่เบิร์ดสบายใจ
...เบิร์ดติดแม่นะ เวลาอยู่กับแม่ เขาก็จะคุยกับแม่ นั่งกอดแม่ จับแก้มแม่
...ถ้าไปต่างจังหวัด พอถึงสนามบินจะโทรศัพท์มาบอกแม่ว่า ตอนนี้อยู่สนามบินแล้ว เมื่อไปถึงอีกจังหวัดหนึ่งก็จะโทรศัพท์มาบอกอีก
...ทุกครั้งที่เบิร์ดโทรมา แม่จะถามว่า กินข้าวหรือยัง เพราะฉะนั้นเวลาเบิร์ดโทรมา เขาจะพูดว่า แม่เหรอ เบิร์ดกินข้าวแล้วนะ
...เพราะแม่จะเป็นห่วงว่าเบิร์ดกินอะไรหรือยัง และจะบอกให้พักมากๆ
...เบิร์ดเป็นลูกคนเดียวที่ยังไม่ได้แต่งงาน แต่แม่ก็ทราบว่า ขณะนี้เบิร์ดอยู่ตัวแล้ว แม่ก็ไม่ได้ต้องการอยากได้ครอบครัวจากเบิร์ดมากมาย
และเบิร์ดก็บอกว่าเขาจะอยู่กับแม่นี่แหละ
...เบิร์ดเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาเคยชวนแม่ไปบวช ซี่งฟังดูก็ดี ฟังดูแล้วเป็นไปได้ก็มี
...ผมเชื่อว่าเป็นไปได้นะ เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่ยังไม่เกิดขึ้นภายในช่วง 5-6 ปีข้างหน้านี้แน่ๆ"
แสดงว่าเบิร์ดมีแผนชีวิตที่แน่นอนแล้ว
"เราก็ช่วยกันวางแผน และคงจะทำด้วยกันไปเรื่อยๆ เขาคงจะทำงานทางด้านเพลงต่อไป
...เบิร์ดอยากจะไปเรียนเพิ่มเติมทางด้านดนตรีด้วย เขาอยากให้ตัวเองมีโลกทัศน์ที่กว้างขวางขึ้น จะได้เห็นว่าชาวบ้านเขาทำอะไรกันบ้าง
...เขาเคยบอกตลอดเวลาว่า เขาอยากไปแสดงต่างประเทศ อยากจะให้ชาติอื่นรู้ว่า ประเทศไทยเราก็มีดีเหมือนกัน
...เบิร์ดยังไม่เคยไปโชว์ต่างประเทศเลย นอกจากไปร่วมงานมหกรรมอาเซียนที่อินโดนีเซีย เคยมีคนมาติดต่อให้ไปทัวร์คอนเสิร์ตที่อเมริกา
และออสเตรเลีย แต่ยังไม่ได้ไป
...เพราะถ้าไปแล้วต้องไปให้พร้อม ไปให้เขาได้เห็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบ แต่ถ้าจะไปแบบเล็กๆ คงจะไม่ไป
...แต่ผมเชื่อมั่นว่าเขาทำได้แล้วนะ
...ตอนนี้เบิร์ดก็ศึกษาเรื่องภาษาอังกฤษไปในตัว อย่างเช่น ดูวีดีโอ ก็สั่งห้ามว่าไม่ให้เอาแบบพากย์มาดู
...เพียงแต่ว่าเขายังไม่มีโอกาสได้พูดภาษาอังกฤษยาวๆ ต่อหน้าคนเยอะๆ เท่านั้นเอง ซึ่งก็คงจะได้ทำสักวันหนึ่ง
...เมื่อถึงวันนั้นแล้ว ก็ค่อยมาคุยอีกทีหนึ่งว่าต้องการจะทำอะไรอีก"
จากวันแรกมาจนถึงวันนี้บนเส้นทางแห่งความสำเร็จของเบิร์ดซึ่งพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้มีส่วนทำให้จิตใจของเบิร์ดเปลี่ยนไปแต่อย่างไร
พูดง่ายๆ ก็คือว่า เขาไม่ใช่คนที่ดังแล้วเหลิงหรือลืมตัว
เรื่องนี้ คนข้างเคียงของเขา อย่างคุณนกน้อยยืนยันได้เป็นอย่างดี
"เบิร์ดมีชื่อเสียงขึ้น แต่เขาก็ยังเป็นคนธรรมดาสามัญเหมือนเดิม ยังติดดินอยู่เหมือนเดิม เขาไม่เปลี่ยนเลย ด้วยนิสัย ด้วยความคิด
ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับผม หรือตัวเขากับครอบครัว
...ผมกล้าพูดได้เลย แต่เขามองอะไรกว้างขึ้น ชัดขึ้น และเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
...และผมไม่เคยมองว่า ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของเบิร์ด และไม่อยากให้ใครมองใครคิดด้วยซ้ำไป ผมอยากให้ทุกคนดูแต่เบิร์ดคนเดียว
...เวลาเขาออกไปร้องเพลงหน้าเวที ผมก็ออกไปยืนอยู่หน้าเวที ดูเขาเล่นเหมือนกัน และผมก็ได้รับความสุขตรงนั้นมาจากเขา
...เบิร์ดเขาสนุกมากเวลาอยู่บนเวที เขาจะร่าเริงเบิกบาน และตัวจริงๆ ของเขาก็เป็นอย่างนั้น
...เบิร์ดเมื่ออยู่ข้างล่างกับบนเวที มีทัศนคติเหมือนกัน เป็นคนๆ เดียวกัน เพียงแต่ว่าเมื่ออยู่บนเวที เขามีลีลาท่าเต้น มีเพลงร้อง"
ความมีชีวิตชีวา ความจริงใจ และเป็นกันเอง ได้หล่อหลอมอยู่ในจิตใจของเบิร์ด และเขาได้ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกมาให้เราสัมผัสได้ สื่อถึงกันได้อย่างใกล้ชิด
กับใบหน้าอ้อนๆ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกเหล่านี้ออกมา ใครบ้างจะปฏิเสธเบิร์ดได้ลงคอ
มาถึงวันนี้เบิร์ดมีประสบการณ์ในชีวิตมากขึ้น รู้ถึงวิธีการทำงานให้ดี และรู้ถึงวิธีการดูแลตัวเองให้ดี
"เบิร์ดเขาทำงานหนักนะ บางครั้งผมก็ว่าเกินไป อาจจะเป็นเพราะว่าเขาสนุกกับงานมาก จนไม่ได้ดูแลตัวเอง
...ทุกวันนี้เราก็ช่วยกันดูแล เช่นว่า เมื่อจบคอนสิร์ตแบบเบิร์ด เบิร์ด แต่ละครั้ง จะมีคำสั่งมาเลยว่า ห้ามเบิร์ดทำอะไร ต้องไปพัก"
ก็คอนเสิร์ตแบบ เบิร์ด เบิร์ด ของเขาแต่ละครั้ง แสดงเป็นสิบ...สิบรอบ กว่าจะถึงรอบสุดท้าย ถ้าร่างกายไม่พร้อม ไม่ฟิตพอ เห็นทีเบิร์ดจะแย่แน่
ทุกคนเป็นห่วงเขา แต่ก็ยังอยากดูเขาแสดง ฉะนั้นคอนเสิร์ตแต่ละครั้ง แม้จะแสดงถึงยี่สิบกว่ารอบ บัตรก็ขายหมดเกลี้ยง และยังไม่พออีกด้วย
เบิร์ดจึงต้องเตรียมแรงไว้ให้พอที่จะรับแรงกรี๊ดจากคนดู
การดูแลสุขภาพของเบิร์ดจึงเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง
"ในช่วงที่มีการแสดงคอนเสิร์ต จะต้องมีการจัดตารางการว่ายน้ำ การออกกำลังกาย
...เบิร์ดเขาชอบดำน้ำ และดำได้อึดด้วย การดำน้ำจะเป็นการช่วยปอดได้ดี
...และในช่วงที่ทำงานหนัก เบิร์ดเขาก็รู้ว่าเขาจะต้องกินและกินเยอะด้วย
...แต่นมเขาไม่ค่อยกิน กินแล้วท้องอืด
...เบิร์ดมีประสบการณ์ในชีวิตอย่างหนึ่งคือ เคยเป็นแผลในกระเพาะอาหาร และเป็นเยอะมาก แต่ตอนนี้หมดดูแลรักษาจนหายแล้ว
ก็ต้องคอยระวังไม่ให้เป็นอีก
...ฉะนั้นต้องทานอาหารให้เป็นเวลา และไม่ทานเผ็ด ปรกติเบิร์ดเป็นคนที่ทานเผ็ดมาก เผ็ดมหาศาลเลย
...บางทีคุยกันเรื่องงานจนเพลิน ลืมทานข้าว 2 ทุ่มแล้วก็ยังไม่ทาน ผมต้องใช้วิธีรวน ให้เขาคุยกันไม่รู้เรื่อง จนเขารู้ตัวและยอมลุกออกมาทานข้าว
...ต้องมีเทคนิคต่างๆ นานาครับ
...ช่วงเช้าเขาไม่ค่อยทานอะไร แต่ช่วงเย็นไปแล้วทานเก่ง และทานเยอะด้วย ยิ่งดึกๆ ยิ่งทานเก่ง
...เขาทานไม่ยากนะ ไม่ทานอย่างเดียวคือ ของดิบ อาหารทะเลดิบๆ เขาแพ้ ทานแล้วปากบวมเลย
...เบิร์ดชอบอาหารไทยมากที่สุดในโลก และอาหารจีน อาหารฝรั่งนั้นนานๆ ก็แต่งตัวหล่อไปทำหรูซะที แต่กลับมาบ้านแล้วต้องหาข้าวกินต่อ เพราะไม่อิ่ม
...ในช่วงแสดงคอนเสิร์ต ผมจะให้เขาทานแบรนด์ด้วย เขาไม่ชอบนะ แต่ผมต้องบังคับขู่เข็ญให้เขาทาน เพราะมันเป็นอาหารเสริมอย่างหนึ่ง
...เวลาทาน เขาจะต้องเตรียมผลไม้ โดยเฉพาะสับปะรดเปรี้ยวๆ ไว้ แล้วเอาแบรนด์ใส่ปากตามด้วยสับปะรด
...เขาเคยล้อผมว่า ทานแบรนด์จนเขาจะเป็นไก่แล้ว มีอยู่วันหนึ่งเขาตื่นขึ้นมาแล้วทำเป็นขัน (หัวเราะ)"
นอกจากจะทานอาหารเสริมแล้ว เบิร์ดจะต้องออกกำลังกายทุกวันจนเป็นนิสัย
เขาจึงเป็นหนุ่มหล่อ รูปร่างดี สูงเพรียว ไม่อ้วนเหมือนแต่ก่อน หุ่นผอมแต่มีกล้ามแบบนี้ล่ะ...สาวๆ กรี๊ดดีนัก แถมยังมีพลังเหลือเฟือ
ร้องได้ เต้นดี ไม่มีหยุด
"เบิร์ดได้รับการเทรนมาอย่างหนึ่ง คือ ในการแสดงคอนเสิร์ตจะไม่มีการทำลิปซิงค์ ต้องร้องสด และเต้นไปด้วยทุกครั้ง
...ในเวลาซ้อม เขาจะทั้งเต้นและร้องไปในเวลาเดียวกัน ถ้าซ้อมเต้นอย่างเดียว เวลาร้องจริงๆ จะแฮ่ก เพราะการใช้กำลังจะเท่ากันทั้งร้องทั้งเต้น
...เขาจะซ้อมมาแบบนั้น
...แต่เวลาแสดงคอนสิร์ต เราจะ stand by ทุกอย่างเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องเสียง เผื่อเกิดปัญหาขึ้นมา แต่ถ้าไม่มีอะไรเขาจะไม่ทำลิปซิงค์เด็ดขาด"
สำหรับคอนเสิร์ต "บูมเมอแรง" ซึ่งเบิร์ดกำลังแสดงอยู่ขณะนี้ที่ศูนย์วัฒนธรรม เขาเตรียมตัวมาอย่างพร้อมเพรียง และซ้อมหนักมาตลอดเป็นเวลาแรมเดือน
เพื่อสนองความสุขของแฟนๆ ที่รอกันมาเป็นปี
"การเตรียมตัวของทีมงานมีมานานแล้ว เป็นเรื่องของฝ่ายคอนเสิร์ต คนที่อำนวยการผลิตคือ พี่เจือ (สันติสุข จงมั่นคง)
...แต่สำหรับเบิร์ดนี้ เขาเริ่มซ้อมวันที่ 12 กรกฏาคม คือเริ่มเต้นกับ วัฒนวิศิษฐ์ สวัสดิวัตน์ ซึ่งเป็น choreogropher ของงานนี้
...วิธีการซ้อมของเขาคือว่า ขณะที่เขาเต้นจะมีเจ้าหน้าที่ของแกรมมี่ถ่ายวีดีโอเก็บไว้ และให้เขาเอากลับไปทบทวนด้วยตัวเอง
...กลับไปบ้านก็เต้นเลย
...ที่บ้านจะมีห้องกระจก ซึ่งปรกติใช้เป็นห้องออกกำลังกายของเบิร์ด เราก็ใช้ห้องนั้นเป็นห้องเต้น เขาก็จะเต้นทุกวันเมื่อกลับถึงบ้าน
...คราวนี้เราใช้คนเต้นเยอะมาก 40-50 คน คอนเซ็ปท์ของคอนเสิร์ตคราวนี้ เป็นเรื่องของพลังของคน ฉะนั้นสเต็ปต่างๆ ที่ใช้ หรือการเต้นรจะเร็วขึ้น คมขึ้น
ยากขึ้น
...งานนี้เขาจะร้อง 20 เพลง และแต่ละรอบจะเหมือนกันตลอด แต่ผมเชื่อแน่ว่าเบิร์ดจะมีลูกเล่นโดยเฉพาะของเขาในรอบการกุศลแต่ละรอบของแต่ละสมาคม
...เรามีช่วงทอล์คโชว์เหมือนเดิม ที่เบิร์ดจะได้มาพูดคุยกับผู้ชม
...แต่เบิร์ดเขาบอกไว้แล้วว่า ทุกๆ วันจะต้องเหมือนเดิม คือร้องสด เล่นสด ความตั้งใจจริงของเขากะว่าอยากจะเล่น 30 รอบ แต่เราจองสถานที่ไม่ได้"
เมื่อจบการแสดงคอนเสิร์ตแบบ เบิร์ด...เบิร์ด แต่ละครั้งแล้ว เขาก็จะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เป็นเวลาแรมเดือน แต่ก็ยังมีอะไรที่จะต้องทำอยู่ดี
"เมื่อจบคอนเสิร์ตครั้งนี้แล้ว เดิมมีแพลนกันว่าจะไปเมืองนอกกับแม่ แต่คิดว่าคงจะไม่ได้ เพราะคุณแม่ก็อายุ 72 แล้ว ไม่แน่ใจว่าเดินทางแล้วจะเหนื่อยหรือเปล่า
...ก็กะว่าจะไปหัวหิน เบิร์ดเขามีคอนโดมิเนียมอยู่ที่นั่น หรือไม่ก็ขึ้นเชียงใหม่ไปบ้านผม
...เบิร์ดเขาเคยพาแม่ไปเมืองนอกนะ 2 ครั้ง ไปสวิตเซอร์แลนด์ สนุกที่สุดเลย
...เราไปกัน 6 คน มีพยาบาลไปด้วยคนนึง พยาบาลคนนั้นเขาดูแลแม่มานานมาก ก็เลยพาเขาไปด้วย
...เราสนุกกันตั้งแต่เดินทางแล้ว คือคุณแม่นั่งรถเข็นขึ้นเครื่องบินก่อนกับพี่สาว พอเข้าไปแล้วคุณแม่ก็เอาเสื้อผ้าวางไว้ตามเก้าอี้
...พอเบิร์ดเข้าไปถึง คุณแม่บอกว่า เบิร์ดไม่ต้องเป็นห่วง แม่จองที่ไว้ให้แล้ว เบิร์ดก็อมยิ้ม และไม่ว่าอะไร ก็นั่งลงไป (หัวเราะ)
...แต่คุณแม่ปรับตัวเร็วมาก อาหารการกินคุณแม่ทานได้หมดเลยทุกอย่าง
...และที่ชอบที่สุดคือ เมื่อพาคุณแม่ขึ้นภูเขา ตอนนั้นเป็นช่วงที่หิมะเยอะมาก คุณแม่ก็ขึ้นไปจนถึง แล้วเบิร์ดเขาเอาหิมะมาให้คุณแม่
...คุณแม่บอกว่า เพิ่งได้จับหิมะเป็นครั้งแรกก็เมื่ออายุได้ 70 ปี
...ผมคิดว่าไปครั้งนั้นทั้งสนุกและทั้งได้บุญนะ"
ในปีหนึ่งเบิร์ดคงมีเวลาพักผ่อนอย่างแท้จริงเพียงไม่กี่เดือน ฉะนั้นถ้าเขาบอกว่าเขาชอบไปต่างประเทศก็ต้องเห็นใจเขา
เพราะที่นั่นคือโลกส่วนตัวที่แท้จริงของเบิร์ด ที่เขาจะต้องปลีกเวลาเพียงน้อยนิดไปแสวงหา
เพราะเวลาส่วนใหญ่ เขามอบให้กับแฟนเพลง
เบิร์ดทำงานหนัก คุณนกน้อยก็ทำงานหนักเช่นกัน อนาคตของเบิร์ดมีวางไว้แล้วเป็นขั้นตอน ส่วนอนาคตของคุณนกน้อยนั้นเขาบอกว่า
"ผมอยากทำงานด้านเอนเทอร์เทนเมนท์นี่ล่ะ เคยคิดตลอดเวลาว่าอยากจัดรายการที.วี. หรือทำละครที.วี. เพราะเป็นคนชอบดูละคร
...และอยากทำรายการวิทยุ เพราะรู้สึกว่าทำแล้วสนุกดี
...แต่คงยังไม่มีเวลาทำ
...ผมก็ทำกับเบิร์ดไปเรื่อยๆ อีกนานทีเดียว เมื่อก่อนเคยมีความคิดแว่บๆ ขึ้นมาเหมือนกันว่า อยากกลับไปทำงานที่เดิมอีก
อาจจะเป็นเพราะว่าตอนนั้นคงเหนื่อย
...และผมเป็นคนชอบเรื่องเครื่องบินกับคอมพิวเตอร์ของสายการบินมาก ชอบบริการผู้โดยสาร ให้เขาได้ในสิ่งที่เขาต้องการ
"คราวนี้เราใช้คนเต้นเยอะมาก 40-50 คน คอนเส็พท์ของคอนเสิร์ตคราวนี้เป็นเรื่องของพลังของคน"
...เบิร์ดเขาชอบว่าผมบ้าเครื่องบิน ขับรถไปก็ดูเครื่องบินว่าสายการบินอะไรผ่านมา
...ผมเคยอยากเป็นนักบินนะ และเบิร์ดเขาก็อยากขับเครื่องบิน เบิร์ดเคยไปสมัครเรียนฝึกบิน แต่ปรากฎว่าไม่มีเวลาเรียนซักที"
ทั้ง 2 คนนี้ มีอะไรที่คล้ายๆ กัน ชอบอะไรเหมือนกัน และมีใจตรงกัน สื่อภาษาใจกันได้รู้เรื่องและรวดเร็ว จนบางทีไม่ต้องพูดกันออกมาตรงๆ ก็ได้
"เขาเคยพูดให้กำลังใจผม แต่พูดกับคนอื่นนะ อย่างเช่นพี่น้องเขา คุณแม่เขา แล้วคนอื่นก็มาเล่าให้ผมฟัง
...แต่กับผมเองเขายังไม่เคยพูด ผมก็อยากได้ยินเหมือนกันนะ อาจจะเป็นเพราะว่า เขารู้ว่าเขาสื่อสารกับผมได้ และรู้ว่าผมคงจะรู้เหมือนกัน เขาก็เลยไม่พูด"
สรุปได้ว่า เบิร์ดรู้ใจพี่น้อย และพี่น้อยก็รู้ใจเบิร์ด
แต่ที่สำคัญ เบิร์ดรู้ใจแฟนเพลงทุกคน
ศิลปินคนนี้ นับว่ามีแฟนเพลงต่างวัยมากที่สุด และเขาก็เข้าถึงทุกเพศทุกวัย
วันนั้นก็ได้เห็นแล้ว เบิร์ดเป็นขวัญใจของประชาชนมากแค่ไหน
ค่ำแล้ว เบิร์ดเสร็จสิ้นการถ่ายแฟชั่น แน่นอนเขาต้องเหนื่อย แต่เขาก็ยิ้มอยู่ตลอดเวลา ก้มหน้าง่วนเซ็นรูปให้กับแฟนๆ คนนั้นก็บอกให้เซ็นอย่างนี้
คนนี้ก็บอกให้เซ็นอย่างนั้น
มีเสียงเรียกหา "พี่น้อย" กันเซ็งแซ่ เพราะเขาเป็นคนเดียวที่มีรูปเบิร์ด ที่ติดอกพกมาเป็นปึ๊ง ก็หมดไปภายในพริบตา
ทีนี้ทั้งกระดาษทั้งสมุดก็ร่อนกันมาเชียว
ที่แปลกหน่อยคือ ให้เบิร์ดเซ็นลงไปบนรูปเด็กแบเบาะขนาดจัมโบ้ที่อัดเตรียมไว้รอท่าแล้ว
กว่าจะเสร็จการเซ็นชื่อ และกว่าจะฝ่าฝูงชนออกมาขึ้นรถได้...แทบแย่
คุณนกน้อยขับรถตู้มาจอดรออยู่หน้าตึก เสียงเด็กนักเรียนร้องเรียกแต่ พี่เบิร์ด...พี่เบิร์ด
โน่น...อยู่บนชั้นสองของตึกแถวฝั่งตรงข้ามก็มี โบกมือให้พี่เบิร์ดอยู่ไหวๆ
เบิร์ดขึ้นรถไปแล้ว แต่ยังมีเด็กวิ่งตาม เบิร์ดต้องเปิดกระจกรถแล้วโผล่หน้าออกมาโบกมือ ทันได้จับมือกับน้องน้อยคนนั้น
ทุกคนกรี๊ด เพราะเอาใจช่วยคุณหนูอยู่
เมื่อน้องเธอหันกลับมา - - หน้าบานยิ่งกว่าจานเชิงเชียว
เหลียวมองดูคนรอบข้างก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แล้วต่างก็สบตากัน อย่างไม่เชื่อสายตา
ที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น ที่ไม่เคยคิดก็ต้องคิด
อันนี้ต้องขอนะคะ
ขอความรักให้กับขวัญใจ
**ขอขอบคุณ
พี่เล็ก ที่เอื้อเฟื้อการพิมพ์บทสัมภาษณ์ พรพิชิต พัฒนถาบุตร คนใกล้ชิดของเบิร์ด
ซึ่งทั้งหมดนี้ได้นำมาจากนิตยสารดิฉัน ปีที่ 14 ฉบับที่ 324 31 สิงหาคม 2533
หน้า 274 - 291
Copyright© BBBird.com.
All rights reserved.